“ประวัติศาสตร์ในเมนูแห่งราชสำนักซาวอย และพระกระยาหารของรัชกาลที่ 5 เมื่อครั้งเสด็จประพาสอิตาลี”
รายละเอียดคอร์สเรียน
Ciao!
Italia: EP3
“ประวัติศาสตร์ในเมนูแห่งราชสำนักซาวอย
และพระกระยาหารของรัชกาลที่
5
เมื่อครั้งเสด็จประพาสอิตาลี”
วันเสาร์ที่
26
กันยายน พ.ศ. 2569 เวลา 9:00-12:00 น. รวม 3 ชั่วโมง
ในบริบทของการทูต
พระกระยาหารเลี้ยงรับรองพระราชอาคันตุกะถือเป็นองค์ประกอบสำคัญของ
"การทูตผ่านโต๊ะอาหาร" (Gastronomic Diplomacy)
ที่ประเทศเจ้าภาพใช้ในการถ่ายทอดภาพลักษณ์ ความเจริญก้าวหน้า
และความเป็นชาติสมัยใหม่ผ่านการคัดสรรอาหาร วัตถุดิบ ศิลปะการจัดโต๊ะ
เครื่องใช้บนโต๊ะอาหาร ตลอดจนพิธีการในการรับรอง การเสด็จประพาสยุโรปของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวใน
พ.ศ. 2440 (ค.ศ. 1897) นับเป็นเหตุการณ์สำคัญในประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ระหว่างสยามกับนานาอารยประเทศ
โดยเฉพาะการเสด็จพระราชดำเนินเยือนราชอาณาจักรอิตาลี
ซึ่งพระองค์ทรงได้รับการถวายการต้อนรับอย่างสมพระเกียรติจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอุมแบร์โตที่
1 และสมเด็จพระราชินีมาร์เกริตา
พระกระยาหารและงานเลี้ยงรับรองที่จัดขึ้นในโอกาสต่าง ๆ
มิได้มีความหมายเพียงการถวายพระเกียรติ หากยังสะท้อนให้เห็นถึงบทบาทของอาหารในฐานะเครื่องมือทางการทูต
การแสดงศักยภาพของราชสำนักอิตาลี ตลอดจนแนวคิดเรื่องความทันสมัย รสนิยม
และอัตลักษณ์ของชาติอิตาลีในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19การศึกษาพระกระยาหารเลี้ยงต้อนรับครั้งดังกล่าวยังเปิดโอกาสให้เข้าใจประวัติศาสตร์ในมิติที่หลากหลาย
ทั้งประวัติศาสตร์การทูต ประวัติศาสตร์วัฒนธรรม ประวัติศาสตร์อาหาร
และประวัติศาสตร์ชีวิตประจำวัน ผ่านหลักฐานร่วมสมัย เช่น รายการพระกระยาหาร (Menu)
บันทึกการเสด็จประพาส หนังสือพิมพ์ ภาพถ่าย และเอกสารราชสำนัก
ซึ่งช่วยให้เห็นว่าอาหารแต่ละจานมิได้ถูกเลือกโดยบังเอิญ แต่ล้วนมีนัยทางสังคม
การเมือง และวัฒนธรรมแฝงอยู่
โครงการ “Ciao! Italia: EP3 ประวัติศาสตร์ในเมนูแห่งราชสำนักซาวอย
และพระกระยาหารของรัชกาลที่ 5 เมื่อครั้งเสด็จประพาสอิตาลี”นี้
จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับพระกระยาหารและงานเลี้ยงรับรองเมื่อครั้งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จประพาสราชอาณาจักรอิตาลี โดยเชื่อมโยงประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ไทย–อิตาลีกับวิวัฒนาการของอาหารอิตาเลียนมารยาทบนโต๊ะอาหาร
และการทูตเชิงวัฒนธรรม
อันจะช่วยให้ผู้เข้าร่วมโครงการได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์ผ่านมุมมองใหม่ที่เข้าถึงง่าย
มีชีวิตชีวา และสะท้อนคุณค่าของมรดกทางวัฒนธรรมร่วมกันของทั้งสองประเทศ